ทีมสอบสวนใช้แนวทางคดีลักรังนกฯ สาวถึงผู้ร่วมทุจริตเงินสหกรณ์ ตร.พัทลุง

หมวดหมู่ : พัทลุง, ทั่วไป,

อ่าน : 914
ทีมสอบสวนใช้แนวทางคดีลักรังนกฯ สาวถึงผู้ร่วมทุจริตเงินสหกรณ์ ตร.พัทลุง

พัทลุง-ตำรวจนำแนวทางการคลี่คลายคดีรังนกอีแอ่นมาใช้ในการคลี่คลายคดีทุจริตเงินสหกรณ์  ด้านสมาชิกสหกรณ์ฯออกมาแฉมี  จนท.รัฐบางรายวิ่งเต้นเข้ามาตรวจงบดุลของสหกรณ์ฯ 


กลายเป็นคดีมหากาพย์อีกคดี การทุจริตในสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจพัทลุง จำกัด วงเงินไม่น้อยกว่า 1,450 ล้านบาท ซึ่ง ผบ.ตร.ส่ง พล.ต.ท. สุรเชษฐ หักพาล ผช.ผบ.ตร.มาคุมคดี พร้อมนำชุดสืบสวนสอบสวนคดีลักรังนกพัทลุงพร้อมตำรวจมือดีมาร่วมทำคดี ได้มอบหมายและสั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดอย่างเฉียบขาด  ล่าสุดพบว่ามีกลุ่มคณะกรรมการดำเนินงานของสหกรณ์ฯและคณะผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์ ตกเป็นผู้ต้องสงสัยที่จะถูกออกหมายจับประมาณ  80  ราย  ทำให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวที่มั่นใจว่าตนเองไม่มีส่วนร่วมในการทุจริตวิ่งเข้าขอความเป็นธรรมกับผู้บังคับบัญชาในระดับสูง  ด้านสมาชิกสหกรณ์ฯออกมาประกาศจะไม่รับรองงบดุลการเงิน/บัญชีของสหกรณ์ในครั้งต่อไป  ตามข่าวที่เสนอมาแล้วนั้น 


ความคืบหน้าเรื่องนี้ พล.ต.ต.ไพโรจน์  กุจิระพันธ์ ผบก.อธ. หรือ “ ผู้การรังนก “ ซึ่งได้รับมอบหมายจากพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผช.ผบ.ตร.  เข้ามาให้การช่วยเหลือการคลี่คลายคดีการทุจริตสหกรณ์ตำรวจฯ หลังจากปิดคดีรังนกสำเร็จ  เปิดเผยว่า  แนวทางการคลี่คลายคดีทุจริตสหกรณ์ฯนั้นได้ยึดแนวทางการสอบสอบของคดีรังนกมาเป็นแนวทางสำคัญ โดยในเบื้องต้นจะเรียกผู้เกี่ยวข้องที่สงสัยว่าน่าจะมีส่วนในการทุจริตมาเป็นพยาน  จากนั้นก็ขยายผลไปสู่การรวบรวมเอกสาร หลักฐาน มาประกอบสำนวนคดี อาทิ เช็คธนาคาร หลักฐานการโอนเงิน และบันทึกวาระการประชุมในแต่ละครั้ง ซึ่งหลักฐานดังกล่าวกลุ่มผู้ต้องสงสัยจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ หลายคนปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นแต่หาเอกสาร พยานหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองไม่ได้ โดยเฉพาะเช็คธนาคาร และหลักฐานการโอนเงินนั้นเป็นหลักฐานสำคัญที่กลุ่มผู้ต้องสงสัยจะปฏิเสธไม่ได้


พล.ต.ต.ไพโรจน์กล่าวอีกว่า ผู้ต้องสงสัยส่วนใหญ่จะออกมาปฏิเสธการกระทำความผิดของตนเอง พนักงานสอบสวนก็จะให้ความเป็นธรรมกลุ่มผู้ต้องสงสัยทุกราย แต่หากพบว่ามีพยาน  เอกสาร หลักฐาน เชื่อมโยงไปถึงผู้ต้องสงสัยรายใด ที่พนักงานสอบสวนเชื่อได้ว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิดก็จะถูกออกหมายจับทุกราย  โดยเฉพาะในปี 2555 – 2564 ที่มีกลุ่มคณะกรรมการดำเนินงานของสหกรณ์ฯและคณะผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์ จำนวน 5 ชุดบางรายมีชื่อซ้ำซ้อนกันนั้น หากพบว่าคนไหนมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดก็ยากที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบของตนเองได้ ทางพนักงานสอบสวนจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียด และรอบคอบที่สุด 


ทางด้านสมาชิกสหกรณ์ฯรายหนึ่ง เปิดเผยว่า  ตนอยากเห็นแนวทางการแก้ปัญหาการทุจริตและการนำกลุ่มผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายทุกคน เพื่อให้สหกรณ์ตำรวจพัทลุงเป็นต้นแบบในการดำเนินงานของสหกรณ์ที่โปร่งใส พร้อมกันนั้นก็ขอให้พนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ จนท.ส่งเสริมสหกรณ์บางรายที่น่าจะมีส่วนร่วมในการทุจริตเงินสหกรณ์ฯในครั้งนี้ด้วย  เนื่องจากตนสืบทราบว่ามี จนท.ส่งเสริมสหกรณ์ฯรายหนึ่ง ได้ไปพบกับนักการเมืองท้องถิ่นคนดัง  เพื่อประสานงานกับผู้บังคับบัญชาในการผลักดันให้ จนท.ส่งเสริมสหกรณ์ฯคนดังกล่าวเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบงบดุลการเงินและบัญชีของสหกรณ์ตำรวจฯ และตนมั่นใจว่าหากจนท.รัฐผู้ทำหน้าที่ตรวจบัญชีสหกรณ์ที่มีองค์ความรู้ ประสบการณ์ ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส โดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงก็ยากที่จะเกิดการทุจริตขึ้นในสหกรณ์ตำรวจฯได้  จึงขอให้พนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย


ส่วนอดีตข้าราชการรายหนึ่งที่มีความรู้  ประสบการณ์ด้านสหกรณ์  เผยกับผู้สื่อข่าวว่า  ตนเห็นด้วยกับแนวทางของนายอำพันธุ์  เวฬุตันติ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการเรียกผู้สอบบัญชีเอกชนซึ่งทำหน้าที่ตรวจบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำกัด มาชี้แจงหากพบว่าผู้สอบบัญชีปฏิบัติไม่เป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีและระเบียบที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์กำหนด หน่วยงานที่รับผิดชอบจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการจรรยาบรรณพิจารณาบทลงโทษ โดยไม่ละเว้น และตนก็อยากจะให้อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ขยายเรื่องดังกล่าวไปยังสหกรณ์ต่างๆทั่วประเทศด้วย โดยเฉพาะการทุจริตของสหกรณ์ตำรวจพัทลุง เพราะตนคิดว่าผู้สอบบัญชีเอกชนบางรายน่าจะมีส่วนรู้เห็นและได้รับผลประโยชน์จากการทุจริตในสหกรณ์ฯในครั้งนี้ด้วย ข่าวคืบหน้าจะเสนอต่อไป.