สสส. สานพลังสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว

หมวดหมู่ : ภาพข่าวสังคม, ทั่วไป, กรุงเทพฯ,

อ่าน : 614
สสส. สานพลังสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว

               กรุงเทพฯ - จากสภาพสังคมปัจจุบันที่ทำให้ผู้คนต้องทำงานสร้างรายได้ หลายครอบครัวผู้สูงอายุต้องดูแลเด็กตามลำพัง ประชากรวัยแรงงานนอกจากต้องหารายได้ให้เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัว ยังต้องมีเวลาดูแลพ่อแม่ ผู้สูงอายุ ที่ตามช่วงวัยแล้วมักต้องไปโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับความต้องการของสถานประกอบการที่มุ่งหวังให้คนทำงานในสถานประกอบการทำงานเต็มที่ เต็มเวลา ประเด็นนี้ถูกหยิบยกมาพูดคุยในการประชุมสมัชชาครอบครัวระดับชาติ ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิดหลัก “สานพลังสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว : สร้างสุข ทุกพื้นที่ปลอดภัย”

    น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ความพยายามผลักดันองค์กรให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย อันดับแรกต้องทำให้ที่ทำงานไม่มีการดูถูก หรือบูลลี่เรื่องเพศ ไม่มีการคุกคามทางเพศ เพราะภาวะหมดไฟมักเกิดจากมีการสะสมทัศนคติเชิงลบ นโยบายที่ไม่เป็นธรรม การแก้ปัญหาด้วยการลาพักร้อนเพื่อหวังชาร์จไฟในการทำงานก็ไม่ใช่ทางแก้ที่ถูกต้อง เพราะเมื่อกลับมาทำงานก็ต้องพบเจอสภาพปัญหาเดิมๆ สถานประกอบการจึงต้องพยายามปรับให้คนทำงานไม่ต้องเลือกระหว่างงาน และ ครอบครัว ด้วยการดูแลคนทำงาน ทำให้ที่ทำงานให้เป็นพื้นที่เสริมพลังบวก ส่งเสริมการดูแลสวัสดิการและสร้างสุขภาวะที่ดีให้ครอบครัวใน 2 ส่วนสำคัญ 1.มีสวัสดิการที่เอื้อให้พนักงานสามารถดูแลสมาชิกครอบครัวได้ เช่น มีเงินช่วยเหลือลูกเล็ก มีศูนย์เด็กเล็ก การรักษาพยาบาลผู้สูงอายุ 2.การลาที่หลากหลายประเภท นอกจากนี้ สสส.ยังมีโครงการสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายสถานประกอบการที่มี นโยบายเอื้อต่อการดูแลครอบครัวของพนักงาน ซึ่งมีหลายบริษัทเอกชนมีนโยบายและดำเนินการเรื่องนี้ เพราะต่างมองเห็นว่าหากดูแลพนักงานและครอบครัวดี การทำงานของคนในองค์กรก็จะทำแบบสบายใจไม่ต้องกังวล การทำงานเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น

    นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การสร้างสมดุลเป็นเรื่องท้าทาย โดยเฉพาะองค์กรภาครัฐเป็นองค์กรใหญ่และอาจติดเรื่องระเบียบ แต่ก็พยายามผลักดันเรื่องนี้ เช่น ในโรงเรียนสังกัด กทม. ที่มีกว่า 600 โรง ขณะนี้พยายามทำให้เป็นโรงเรียนขยายโอกาส ปลดล็อกครูลดภาระงานเอกสาร เพิ่มเสรีภาพให้นักเรียนเน้นการทำประชาพิจารณ์ในระดับนักเรียนก่อน โดยเฉพาะเรื่องทรงผมและการแต่งเครื่องแบบนักเรียน เชื่อว่าจะเป็นรากฐานการเป็นพื้นที่ปลอดภัยและทำให้เด็กอยากเรียนมากขึ้น ส่วนระดับพื้นฐานอย่างครอบครัว การสร้างบ้านให้อบอุ่นเป็นเซฟโซนสำหรับคนในครอบครัว ต้องเริ่มจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่

    นางสาวชลธิดา ยาโนยะ ผู้ประพันธ์ นวนิยาย “มาตาลดา” เล่าถึงมุมมองและประสบการณ์ว่า เด็กที่เติบโตขึ้นมาจะมีบุคลิกภาพอย่างไรขึ้นอยู่กับเบ้าหลอมอย่างพ่อแม่ ซึ่งพ่อแม่ในสมัยก่อนอาจยึดคติรักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี แต่ในสมัยนี้ไม่สามารถนำคติดังกล่าวมาใช้ได้ แต่พ่อแม่ต้องใช้เหตุผล ใช้คำพูดสร้างกำลังใจ ให้เด็กรู้สึกว่าไม่ต้องแสวงหาเซฟโซนจากที่ไหน ซึ่งการที่ครอบครัวมีกฎระเบียบเป็นสิ่งที่ดี แต่จะต้องไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป ต้องตั้งรับกับความผิดพลาด ต้องล้มได้แล้วลุกได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความมั่นใจในตัวเอง และกล้าเผชิญปัญหา

    นางจินตนา จันทร์บำรุง อธิบดี กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวว่า พื้นที่ปลอดภัยต้องสามารถเป็นพื้นที่ที่แสดงความเป็นตัวของตัวเองได้ และต้องไม่ใช่สถานที่ที่เราจะสุขเพียงคนเดียวแต่ทุกคนต้องสุขร่วมกัน สำหรับสถานที่ทำงานที่ถือเป็นสถานที่ที่คนวัยแรงงานต้องใช้ชีวิตไม่ต่ำกว่าวันละ 8 ชั่วโมง ตามทัศนคติของคนทำงาน ก็คงอยากเห็นที่ทำงานเป็นที่ที่อยู่แล้วมีความสุข ทำงานด้วยความสบายใจ แต่ต้องยอมรับว่าหลายๆ ที่ไปไม่ถึงจุดนั้นเพราะมุ่งเน้นเพียงตัวเลขผลประกอบการ อย่างไรก็ตามมีหลายองค์กรที่ปรับมุมมอง ปรับทัศนคติ มองหาแนวทางสร้างบรรยากาศที่มีความสุขในการทำงาน ทำให้คนทำงานไม่เกิดภาวะ Burn out หรือหมดไฟในการทำงาน

    ดังนั้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว และการสร้างพื้นที่ปลอดภัย จะเดินหน้าทำเพียงหน่วยงานของตนเองคงไม่ประสบความสำเร็จได้ แต่การร่วมมือกันจากทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ลงไปถึงชุมชน และครอบครัวจะช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จให้เห็นผลจริง และจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน.